Web
Analytics

“ฝ้า” ปัญหาสุดคลาสสิคบนผิวหน้าของสาวๆ

//“ฝ้า” ปัญหาสุดคลาสสิคบนผิวหน้าของสาวๆ

“ฝ้า” ปัญหาสุดคลาสสิคบนผิวหน้าของสาวๆ

จากปัญหาสุขภาพของผู้หญิง ในบรรดาเรื่องสุขภาพสุดฮิตที่ผู้หญิงให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ ก็ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความสวยงาม โดยเฉพาะเรื่องผิวพรรณบนใบหน้า ยิ่งมีกระแสและค่านิยมผิวหน้าขาวใส ปราศจากจุดด่างดำมากเท่าไหร่ ยิ่งเพิ่มความกังวลใจแก่สาวๆ มากขึ้น ทั้งที่เป็นอาการปกติทั่วไปหรือร้ายแรง ทำให้ผู้หญิงสมัยใหม่ตื่นตัวและหันมาสนใจดูแลร่างกายตนเองมากขึ้น ด้วยการหาข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือต่างๆ หรือปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ขอยกตัวอย่างเช่น ปัญหากระและฝ้า ซึ่งขึ้นชื่อว่ารักษายากและมีปัญหาจากการรักษาที่ไม่ได้ผลมากมายตามสื่อทั่วไป วันนี้เราจึงขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับปัญหาของฝ้าให้ดีเสียก่อน ที่คุณจะตัดสินใจทำการรักษา

สาเหตุฝ้านั้น เกิดจากการที่เม็ดสีเมลานิน (melanin pigment) เกิดการสะสมในผิวหนังมากจนผิดปกติ ทำให้เกิดผื่นสีน้ำตาลจนเป็นรอยคล้ำ โดยจะแตกต่างกันกับ กระ ที่มีลักษณะเป็นจุดสีน้ำตาลขนาดมักเล็กกว่า 0.5 ซม. พบกระจายอยู่บริเวณใบหน้าและผิวหนังที่ถูกแสงแดดเป็นประจำ เชื่อว่า กระ อาจมีสาเหตุจากพันธุกรรมร่วมด้วย โดยเริ่มพบได้ตั้งแต่วัยเด็ก จากนั้นจะค่อยๆ มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นและสีเข้มขึ้น
ส่วนฝ้านั้น จะพบบ่อยในสุภาพสตรีวัยกลางคน มีลักษณะเป็นผื่นสีน้ำตาล พบบริเวณแก้ม จมูก หน้าผาก เหนือริมฝีปากด้านบนและคาง ผื่นมักมีสีคล้ำขึ้นเมื่อถูกแสงแดด โดยสาเหตุหลักๆที่ทำให้เกิดฝ้านั้น ยกตัวอย่างเช่น แสงแดด ฮอร์โมน ยา การแพ้เครื่องสำอาง ตลอดจนพันธุกรรม

ฝ้าส่วนใหญ่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทั้งนี้เพราะเราไม่ทราบสาเหตุต้นกำเนิดที่แท้จริง โดยการรักษานั้นจะมุ่งเน้นไปที่ใจหลักสำคัญ 2 ประการ คือ หลีกเลี่ยงหรือป้องกันปัจจัยที่จะมากระตุ้นให้กระหรือฝ้าเป็นมากขึ้น ร่วมกับการพยายามรักษาให้รอยคล้ำนั้นจางลง โดยวิธีที่ง่ายและสะดวกคือการรักษาด้วยการทายา ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางหรือยาทาที่ใช้ในการรักษา โดยจะแบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

1.กลุ่มเร่งการขจัดเซลล์หนังกำพร้า
                มีผลทำให้เม็ดสีเมลานินถูกกำจัดออกไปได้เร็วขึ้น ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกรดผลไม้ หรือ Alphahydroxy acid (AHA) และกรดวิตามินเอ

2.กลุ่มลดการสร้างเม็ดสีเมลานิน
ยาไฮโดรคิวโนน (Hydroquinone) กรดโคจิค (Kojic acid) หรือเจลวิตามินซี ผลการรักษาจะต้องใช้ระยะเวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์จึงเห็นการเปลี่ยนแปลง และมักได้ผลในกรณีที่ฝ้าเกิดในชั้นหนังกำพร้า

การรักษาฝ้าและกระยังมีข้อจำกัดอยู่มาก เนื่องจากเรายังไม่ทราบสาเหตุของปัญหาอย่างชัดเจน การแก้ปัญหาส่วนใหญ่เป็นการแก้ไขที่ปลายเหตุทำให้ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ นอกจากนั้นการรักษาแต่ละชนิดล้วนแล้วแต่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นการตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาจึงควรทำด้วยความระมัดระวัง…ทางที่ดี ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญ นอกจากนี้ต้องร่วมป้องกันปัจจัยที่จะกระตุ้นการเกิดกระและฝ้า การรักษาจึงจะได้ผลดี

2018-01-18T16:29:31+00:00